วันจันทร์ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2557

เพลงแรก ที่ไม่มีชื่อเพลง....



"ชาว Rock เล่น เพียงสามคอร์ด ต่อหน้าผู้คนสามล้าน
 แต่ชาว Jazz เล่นสามล้านคอร์ด ต่อหน้าผู้ชมสามคน"

นั่นเป็นคำเปรียบเปรยที่นักดนตรีใช้หยอกล้อกัน มันไม่ได้หมายความว่า

มือกีต้าร์ขาร็อคอย่าง Zakk Wylde จะเก่งน้อยกว่า Joe Pass

แต่มันหมายถึงสิ่งที่แตกต่างกันในด้านดนตรี รสนิยม และเทคนิค

ผมใช้ชีวิตอยู่กับสิ่งเหล่านี้มานาน มีสไตล์ที่ชอบและไม่ชอบ

ผมไม่เคยดูถูกดนตรีที่ไม่ชอบ ว่ามันห่วย ผมแค่ไม่ชอบมันเท่านั้น

ในทางตรงกันข้ามยังคงมีคนบางพวกที่เรียกตัวเองว่านักดนตรีอย่างเต็มปาก

แต่กลับดูถูกเหยียดหยามดนตรีของคนอื่น

คนพวกนี้น่ารังเกียจมากในสังคมดนตรี

......................................................................................................................



ผมลาออกจากงานเก่าที่ทำอยู่มาหลังจากช่วงปีใหม่

เพราะปัญหาสุขภาพ มันเป็นงานที่รายได้ดี แต่ยอมรับเลยว่าไม่มีความสุข

ตลอดเวลาที่ว่าง ผมมีโอกาสจับกีต้าร์อีกครั้ง

กีต้าร์ทุกตัวของผมเปล่งเสียงทีแหบแห้งออกมา

ราวกลับคนที่พึ่งตื่นนอนแล้วยังไม่ได้บิดขี้เกียจ พวกมันยังคงทำหน้าที่ได้ดี

ไม่เหมือนเจ้าของมัน ที่ทำแต่งานจนลืมความสุขของตัวเองไป

พอมือหยาบๆสัมผัสลงบนคอกีต้าร์ ไอเดียต่างๆก็หลั่งไหลออกมา

ผมมีเวลาได้คิด ได้แต่ง ได้หาแรงบัลดาลใจ ได้นั่งคุยกับมือกลอง

ได้รู้ว่าการเขียนเนื้อเพลงมันยากบรรลัย

งั้นเอาเป็นว่าเราจะทำดนตรีก่อน ทางคอร์ดที่ผมปลื้อที่สุดตั้งแต่เล่นดนตรีมา

ได้ถูกนำไปวางในท่อนฮุคของเพลง

G/D/Em/C

ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม ?

แต่ปัญหามันอยู่ที่เนื้อเพลง (ล้วนๆ) เพราะมันไม่รู้จะเริ่มยังไง

สิ่งที่คุณจะเจอ ตอนที่คุณหัดเขียนเพลงครั้งแรกคือ คุณจะนั่งขำสิ่งที่คุณเขียน

และผมก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ สรุปจมอยู่กับมาเป็นเดือนๆ จนเกือบจะถอดใจ



ยอมรับว่ามันมีเหตุการณ์หนึ่งซึ่งสร้างแรงบัลดาลใจ

เช้าวันที่ 17 มีนาคม 2557 ผมท้อแท้ สิ้นหวัง รู้สึกเหมือนแบกโลกเอาไว้ทั้งใบ

เช้านั้นผมหยิบกีต้าร์ขึ้นมาแล้วเล่นมันออกมาด้วยความเครียดทั้งหมดที่ผมมี

G/D/Em/C ถูกเล่นวนอยู่ ซ้ำๆ รุนแรง และรุนแรงมากขึ้น 

ทันใดนั้นเอง

"ต่อให้วันพรุ่งนี้.... ฉันต้องไม่เหลือใคร ฉันยอมรับมัน..."

"ขอแค่ในวันนี้.... ให้ฉันได้ทำตามฝัน..... เจ็บเท่าไหร่จะไม่ยอมแพ้"

ในที่สุดมันก็มา และที่สำคัญคือ มันไม่ใช่เพลงรัก เยส !!!!

กูไม่ได้เขียนเพลงรัก !!!!

ผมหยิบกระดาษและปากกามาจด พร้อมอัดเสียงตัวลงคอมพิวเตอร์เพราะกลัวจะลืมเมโลดี้

นั่งบี้กับมันจนเสร็จ ไม่น่าเชื่อกับเพลงที่ทำมาสามเดือนไม่กระเตื้อง

บทจะมา มันก็มาจากไหนไม่รู้เยอะแยะ

ผมรีบบึ่งไปที่ Studio Indy (มันเป็น ฐานทัพ ห้องอัด และที่พักพิงยามยาก)

ผมร้องให้มือกลองฟัง เราเรียกตัวนักร้องมา บรีฟกันอยู่ไม่นาน

ดนตรีที่เราทำขึ้นมาเองมันก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง 

...สำเร็จ...

เกือบ 20 ปีที่เล่นดนตรีมา ในที่สุดผมก็มีเพลงเป็นของตัวเอง

ถึงมันจะไม่ใช่เพลงที่เลิศเลอ แต่ผมเชื่อว่ามันเป็นการเริ่มต้นที่ดี

ทุกอย่างลงตัว แต่ก่อนจะกลับผมก็นึกขึ้นได้ว่า

"สัสเอ๊ย เพลงแม่งไม่มีชื่อ"

.....................................................................................................................................

สำหรับเพลงที่ผมแต่งไปนั้น รอรับฟังกันได้เร็วๆนี้นะครับ ตอนนี้ต้องเก็บเงินไปซื้ออุปกรณ์ที่ใช้ในการอัดเสียงอีกเยอะพอสมควร แต่ไม่นานเกินรอได้ฟังแน่นอน อิอิ








วันจันทร์ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

Rorschach journal


บันทึกของรอร์ชาช

12 ตุลาคม ปี1985

ซากสุนัขตายในตรอกเมื่อเช้า มีรอยรถทับท้องแตก เมืองนี้หวาดหวั่นในตัวผม เพราะผมเห็นแก่นแท้ของมัน ชีวิตเมืองเหมือนท่อระบายน้ำ ท่อที่เปี่ยมปริ่มด้วยเลือด แล้วเมื่อไหร่ที่ร่องรูระบายติดตัน น้ำก็เอ่อท่วมมนุษย์ ความโสมมจากบาปและฆาตกรรมที่สั่งสมมาจะลอยฟ่องเอ่อถึงเอว โสเภณีและนักการเมืองจะแหงนเงยร้องตะโกนว่า ช่วยด้วย ผมจะกระซิบตอบว่า "ไม่"
โลกทั้งใบจะมายืนอยู่ปากเหว มองลงไปยังนรกโลหิต เหล่าเสรีชน ปราชญ์เมธี 
เหล่าผู้คารมคมคาย จู่ๆก็จะชะงักงัน มิปากปริปากคำใด 
เบื้องล่างเรานครเน่าแห่งนี้ กรีดร้องราวกับโรงประหารที่เต็มไปด้วยเด็กปัญญาอ่อน 
คละคลุ้งไปด้วยกลิ่นคาวโลกีย์และมโนธรรมอันต่ำทราม
คืนนี้คอมมีเดี้ยนสิ้นใจในนิวยอร์ก มีคนรู้เบื้องหลัง มีผู้รู้เห็น





บันทึกของรอร์ชาช

13 ตุลาคม ปี1985
เวลาสองทุ่มครึ่ง

ได้เจอไดเบิร์กแล้วรู้สึกขมในลำคอ ไอ้ป้อแป้ขี้แพ้เอาแต่นั่งหงออยู่ใต้ถุนบ้าน ไฉนเหลือพวกเราน้อยนักที่ยังสู้ ยังฟิต และไม่มีอาการทางจิตผิดเพี้ยน ไนท์อาวล์รุ่นหนึ่งไปเปิดอู่ซ่อมรถ ซิลค์ สเปคเตอร์รุ่นหนึ่งกลายเป็นนางโลมอ้วนชรา สิ้นลมในรีสอร์ทพักใจวัยทอง ดอลลาร์ บิลก็ซุ่มซ่ามผ้าคลุกเข้าไปติดในประตูหมุนเลยโดนยิงตาย ชิลลูเอทโดนเก็บ เหยื่อจากการใช้ชีวิตแบบผิดเพศ มอธแมนก็หลี้ภัยไปอยู่ชนบท
เหลืออีกสองชื่อในรายการเท่านั้น ทั้งคู่แชร์ส่วนตัวห้องกันอยู่ในศูนย์วิจัยทางทหารร็อกกี้เฟลเลอร์ งานนี้ต้องไปเยือน ต้องไปบอกเจ้ามนุษย์คงกระพันให้รู้ว่า 
มีคนวางแผนจะปลิดชีวิตเค้า




บันทึกของรอร์ชาช

16 ตุลาคม ปี1985

วิเคราะห์เรื่องมอลอกห์ดูแล้ว อาจเป็นเรื่องยกเมฆ แผนการล้างแค้น เขาอาจคิดไว้ตอนที่ยังอยู่ในคุก และถ้าเป็นจริง เรื่องอะไรกันที่ทำให้คอมมีเดี้ยนกลัวได้ถึงขนาดร้องไห้ต่อหน้ามอลอกห์ เขาได้เห็นอะไรแน่ รายชื่อที่เขาพูดถึงอีก เอดเวิร์ด เบลคหรือ คอมมีเดี้ยนเกิด1918 ถูกฝังในสายฝน ฆาตกรรม พวกเราต้องเจออย่างนี้เหรอ ไม่มีที่ให้เพื่อน มีแต่ดอกไม้อำลาจากศัตรู อยู่อย่างรุนแรง ก็ตายอย่างรุนแรง เบลคเข้าใจดี ว่ามนุษย์นั้นป่าเถื่อนอยู่ในสันดาน ถึงแม้ว่าจะพยายามตกแต่งเปลือกนอก เพื่ออำพรางเนื้อหนัง เบลคเห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของสังคม เลือกจะเป็นตัวตลกของสังคม เป็นตัวโจ๊ก
ทำให้นึกถึงโจ๊กเรื่องหนึ่ง ชายคนหนึ่งไปหาหมอ บอกว่าเขาซึมเศร้า ชีวิตช่างโหดร้ายแสนสาหัส รู้สึกเดียวดายอยู่ในโลกที่คุกคามชีวิต หมอตอบว่ารักษาง่ายนิดเดียว ยอดจำอวดพาลิอาชี่มาเปิดโชว์ไปดูสิ จะได้หายจิตตก ชายคนนั้นร้องไห้โฮออกมา แต่หมอครับ เขาตอบ ผมเนี่ยแล่ะ พาลิอาชี่ ฮาระเบิด คนดูขำกลิ้ง กลองรัวปิดท้าย ปิดม่าน





บันทึกของรอร์ชาช

21 ตุลาคม ปี1985

เห็นไดเบิร์กกับจูปิเตอร์เดินออกมาจากร้านอาหารที่แยก 43 ตัด7 ไม่ใส่หน้ากาก เขาไม่รู้หรอกว่าเป็นผม ชู้รักเหรอ หรือสาวเจ้าขยี้ตัวใจแมนฮัตตันให้เขาหลบหลี้หนีหน้า เพื่อเปิดช่องให้ไดเบิร์ก แต่คนอย่างแมนฮัตตันมีหัวใจไว้ให้ขยี้ด้วยเหรอ
คนที่มาฆ่าไวท์เป็นพวกสวะในเมือง มีชื่อว่า รอย เชส ผมเจอเบาะแสในอพาร์ตเม้นมัน เหมือนมันจะทำงานให้กับ ปิรามิด ทรานเนชั่นเนล ผมเคยเห็นโลโก้นี้มาแล้ว ที่ห้องมอลอกห์




บันทึกการตรวจสภาพจิตของรอร์ชาช

ถ้าอยากจะรู้เรื่องรอร์ชาช จะเล่าเรื่องรอร์ชาชให้ฟัง ผมเคยสืบคดีลักพาตัวคดีหนึ่ง คดีแบร์โรส เด็กหญิงวัยหกขวบ ตอนนั้นผมยังหนุ่ม ยังใจอ่อนกับพวกคนร้าย ปล่อยให้รอดชีวิต หักแขนคนเพื่อให้ได้ข่าว สาวไปจนถึงรังที่กักตัวเหยื่อ รู้ว่าเหยื่อมาที่นี่ แต่พอค้นจนทั่วแล้วก็ไม่เจออะไรเลย แต่แล้วก็รู้ว่าอยู่ไหน กว่าฆาตกรจะกลับมาก็มืด มืดเท่าที่จะมืดได้ แขนผมสั่นด้วยแรงทุบตี เลือดอุ่นกระเซ็นอาบหน้า
คืนนั้น วอล์เทอร์ โคแวกได้ตายตามเด็กผู้หญิงคนนั้นไปแล้ว หลังจากนั้นก็มีแต่รอร์ชาช พระเจ้าไม่ใช่เหตุที่ทำให้เด็กคนนั้นต้องตาย ดวงไม่ได้หั่นศพเธอ โชคชะตาไม่ได้โยนศพเธอให้หมา ต่อให้พระเจ้าเห็นทุกอย่าง ท่านก็ไม่เห็นทำอะไร ผมเลยได้รู้ ไม่ใช่พระเจ้าที่ลิขิตอะไร คนนี่แหละ





บันทึกของรอร์ชาช บันทึกสุดท้าย

ไวท์อยู่เบื้องหลังเรื่องทั้งหมด ทำไม เค้าตั้งหวังสิ่งใด นึกภาพไม่ออกว่าจะมีศัตรูที่ร้ายกว่านี้ได้ เคยล้อกันว่าเขาเร็วมากจนคว้ากระสุนได้ เขาอาจฆ่าเราสองคนหมกไว้ในหิมะ และจุดปลายทางของเราแอนตาร์กติก้า ไม่ว่าผมรอดหรือตายขณะที่คุณอ่านนี้ ก็หวังว่าโลกจะอยู่รอดจนกระทั่งบันทึกนี้ไปถึงมือคุณ ชีวิตผมไม่มีคำว่าประณีประนอม และพร้อมเผชิญความมืดทมิฬโดยไม่อิดออดหรือเสียใจ

รอร์ชาช
1 พฤศจิกายน 

วันพุธที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2555

สงกราต์ บานบุรี


โชว์นม ลวนลาม อุบัติเหตุ ยกพวกตีกัน เมาเหล้า ก่อความวุ่นวาย .....นี่คือสิ่งที่ผมคิดถึงในช่วงวันหยุดที่เราถือว่าเป็นวันปีใหม่ไทยเลยนะ  จริงอยู่ที่ว่าอากาศมันร้อน การที่มีประเพณีสาดน้ำปะแป้งกัน มันเป็นอะไรที่ดี แต่เจตคติของคนในแต่ละยุคสมัยมันก็เปลี่ยนไปตามกาลเวลาของมัน

ทุกๆปีเราต้องมานั่งติดตามข่าวทางโทรทัศน์ว่า ปีนี้จังหวัดไหนตายเยอะสุด คืนนี้ที่ไหนจะตีกัน รายการเรื่องจริงผ่านจอก็นำเสนอให้เห็นถึงความวิบัติของเทศกาลนี้ทุกๆปี

ไม่รู้ว่าทำไมเดี๋ยวนี้ สงกรานต์กลายเป็นเทศกาล "คนถ่อยครองเมือง" ไปแล้ว หลายปีมาแล้วนะที่เมื่อถึงช่วงนี้ของทุกปี ร่างกายผมไม่ได้เปียกน้ำเลย แต่มันเบื่อครับ เบื่อจริงๆ เบื่อกับการออกไปเจอวัยรุ่นเมา กร่าง จับกลุ่ม ทำเหมือนตัวเองเป็นเจ้าถิ่น พอมาเจอกลุ่มที่เหม็นขี้น่าก็ตีกัน ต่างๆนานา


ก็น่าเสียใจที่วัฒนธรรมดีๆ ของเราเลือนหายไป กลายเป็นเทศกาลคนคลั่ง ที่ผมพนันได้เลยว่าผู้ที่มีอายุ 15-30 ปี 80 เปอร์เซ็นในประเทศ เมา !

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นผมก็ไม่อยากจะโทษว่าแท้จริงแล้วมันเป็นพิษของสุราหรอกครับ แต่มันอยู่ที่คนมากกว่าที่ทำให้เกิดเรื่องพวกนี้ขึ้นมา

วันอังคารที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2555

HBD to Waraporn Pinyo



Happy Birth Day

3 ปีมาแล้วครับที่ผมรู้จักผู้หญิงคนนี้ เธอเป็นคนน่ารักครับ เป็นผู้หญิงที่ค่อนข้างอุดมสมบรูณ์  แต่เธอก็มีมาดของนักกีฬา เป็นรักแฟน รักเพื่อนฝูงมาก พูดเก่งและเสียงดัง และชอบพูดจาทะลึ่งจนเรียกเสียงหัวเราะของเพื่อนๆได้ เวลาเธอเมาเธอจะรั่วมากครับ ที่สำคัญคือเธอให้คำปรึกษาผมในหลายๆเรื่อง และคอยให้กำลังใจเวลาที่ผมท้อ เมื่อวานนี้ (9 เมษายน 2555) เป็นวันเกิดของเธอครับ และเป็นอีกครั้งหนึ่งที่เธอได้ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับปัญหาชีวิตของผม ของขวัญของผมคงไม่สามารถตอบแทนกำลังใจและคำปรึกษาที่มากมายที่ผมได้รับจากเธอ แต่ใครที่ได้เข้ามาอ่านบทความนี้ครับ มาร่วมอวยพรวันเกิดให้ยอดหญิงคนนี้กับผมด้วยกันครับ


"ขอให้ชีวิตเธอเจอแต่สิ่งดีๆ เหมือนที่เธอได้มอบหลายๆสิ่งให้แก่ผู้อื่น "
Posted by Picasa

วันอาทิตย์ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2555

คนเหล็ก Terminator

 Skynet's global network remains strong. But we will not quit until all of it is destroyed. This is John Conner. There is no fate but what we make.
"สกายเน็ทยังคงเข้มแข็ง แต่เราจะไม่ยอมปราชัย จนกว่าพวกมันทั้งหมดจะถูกทำลาย นี่คือ จอห์น คอนเนอร์ ฟ้าไม่ได้ลิขิตเรา มีเพียงแต่เราที่ลิขิตตัวเอง"


 วันนี้ผมเปลี่ยนมาเขียนเรื่องภาพยนต์บ้างครับ หนังอมตะ เรื่องโปรดของผมเลย ในสมัยเด็กๆ โดยเฉพาะในเด็กผู้ชาย เรามักจะชื่นชอบพระเอกกล้ามโต ชื่อ อาร์โนลด์ อาลอยส์ ชวาร์เซเน็กเกอร์  (Arnold Alois Schwarzenegger) หรือ "คนเหล็ก" นั่นเอง 
   อันที่จริงผมได้ดู ภาพยนต์เรื่อง The Terminator ครั้งแรก คือภาคที่สองแล้วครับ ทำให้ค่อนข้างงงๆ กับเรื่องราวเล็กน้อย (จะไม่ให้งงได้ไง เด็กสี่ขวบดูหนัง sifi ย้อนเวลากัน ไปๆมาๆ) จนได้มาย้อนดูภาคแรกครับถึงเข้าใจเรื่องราวทั้งหมด
   โอเคร ...ตรงนี้เรามาดูความน่าสนใจของหนังกันบ้าง จากที่ติดตามดูมาทุกภาค รวมทั้งจาก series "Terminator : The Sarah Connor Chronicles" สิ่งแรกเลยที่ดูทุกภาคแล้วผมรู้สึกเสียดายกับหนังเลยนะเพราะว่า ตัวบท ดีเยี่ยมเลย นักแสดงก็ระดับตัวเป้งๆทั้งนั้น CG ในเรื่องนี่ไม่ต้องพูดสุดอลังการสุดๆครับ
    *** แต่ไม่รู้ว่าเป็นความโชคร้ายหรืออย่างไรที่ ทุกครั้งไปผู้กำกับ ดึง Feel ของหนังออกมาได้ไม่สุด คือเวลาดูแล้วมันรู้สึกได้ว่าหนังมันยังขาดอะไรไปสักอย่างที่จะมาเติมเต็มได้




*** นั่นคือความคิดเห็นส่วนตัวของผมครับ ถึงอย่างไรผมก็เป็นแฟนตัวยงของภาพยนต์ชุดนี้เหมือนเดิม ^^

คราวนี้ผมจะมา Review The Terminator ให้อ่านกันครับ แต่ก่อนอื่นเรามารู้จัก ความเป็นมาของหนังเรื่องนี้กันก่อน

ภาพยนตร์ Terminator ภาคแรกเป็นหนังทุนต่ำที่สร้างด้วยงบเพียง $6.4 ล้าน แต่กลับทำรายได้ทั่วโลกไปถึง $78 ล้าน (รายได้เฉพาะในอเมริกาอยู่ที่ $38 ล้าน) ด้วยความสำเร็จดังกล่าวทำให้ ผู้กำกับโนเนมอย่าง เจมส์ คาเมรอน ขึ้นทำเนียบเป็นนักทำหนังแถวหน้าของฮอลลีวู้ด ส่วน อาร์โนลด์ ชวาร์เซเน็กเกอร์ พระเอกหุ่นพี่บึ้กของเรา ก็ก้าวขึ้นเป็นดาราระดับซูเปอร์สตาร์ และติดภาพลักษณ์ความเป็น "คนเหล็ก" นับแต่นั้นเป็นต้นมา ด้วยพล็อตเรื่องที่สนุกสนานจินตนาการน่าสนใจ บวงหุ่นเหล็กหรือคนเหล็กอันมีเอกลักษร์ มหากาพย์คนเหล็กดำเนินต่อไปเนื่อง ออกมาแล้วถึง 4 ภาค (สงครามยังไม่จบข่าวเป็นระยๆ ภาค 5 กำลังจะมา...และอาจมีต่อเป็นภาค 6-7 ต่อเนื่องอีก ?)...แถมยังมีภาคการ์ตูน - ทีวีซีรี่ย์ - ภาคเกมส์ ฯลฯ ตามมาอีกมากมายตามแบบฉบับของมหากาพย์ไซ-ไฟ ยอดนิยม นับเป็นภาพยนตร์ขึ้นหิ้ง อันเป็นแรงบันดาลใจของคอไซ-ไฟทั่วโลกอีกเรื่องหนึ่ง

- ปฐมบทเทอร์มิเนเตอร์ : The Terminator 1984 (ภาค 1) -

ปฐมบทของ Terminator : คนเหล็ก เทอร์มิเนเตอร์ หรือเรียกสั้นว่า "คนเหล็ก" เริ่มขึ้นเมื่อ...สกายเน็ท (Skynet) ได้ส่งหุ่นยนต์สังหาร Terminator รุ่น T-800(รับบทโดย อาร์โนลด์ ชวาร์เซเน็กเกอร์) ย้อนเวลามายังโลกปัจจุบันเพื่อกำจัด ซาร่าห์ คอนเนอร์ (Sarah Conner) ผู้เป็นแม่ของหนุ่มน้อย จอห์น คอนเนอร์ (John Conner) ซึ่งจะเติบโตขึ้นเป็นผู้นำกองกำลังกอบกู้โลกต่อไป ในขณะเดียวกัน จอห์น คอนเนอร์ แห่งโลกอนาคตก็ส่ง ไคล รีส (Kyle Reese) นายทหารหนุ่มที่เป็นมนุษย์ ย้อนเวลากลับมาปกป้อง ซาร่าห์ และสุดท้าย ไคล รีส ก็คือพ่อของ จอห์น คอนเนอร์ นั่นเอง (*ถ้าใครได้ดูหนังจนครบ 4 ภาค จบ จะเห็นว่าเหตุการณ์โลกอนาคตโยงกับโลกปัจจุบันวน loop เป็นหูกินหางตัวเอง!) *และเรื่องราวของ "ซาร่าห์ คอนเนอร์" ในโลกอนาคตนั้นได้ ถูกขยายสร้างเป็นภาคทีวีซีรี่ย์เรื่องยาวที่ชื่อ "Terminator : The Sarah Connor Chronicles"

ซาร่าห์ และไคล ร่วมกันกำจัด หุ่นยนต์สังหาร T-800 ได้สำเร็จ แต่โชคร้ายที่ไคล รีส เสียชีวิต ซาร่าห์ จึงต้องแบกรับภาระทั้งหมดในการหยุดยั้ง สกายเน็ทแต่เพียงลำพัง พร้อมทั้งต้องประคบประหงมลูกในท้องซึ่งเป็นความหวังเดียวของมนุษยชาติเอาไว้ด้วย...(ดูลำดับเวลาเหตุการณ์ด้านล่าง)
- หุ่น T-800 จากภาพยนตร์ The Terminator 1984 (ภาค 1) -


   โลกอนาคตปี 2029

- Skynet ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่โยงใยกันทั่วโลก ยังคงทำสงครามกับมนุษย์เหลือรอดจากวันพิพากษาโลก ตัดสินใจส่งเครื่องจักรสังหาร Cyberdyne รุ่น T-800 (คนเหล็กหน้าตาเหมือน Arnold Schwarzenegger) กลับไปสู่อดีต(ปี 1984)เพื่อสังหาร Sarah Conner

- Kyle Reese ก็เดินทางผ่านย้อนกาลเวลากลับมาในช่วงเวลาเดียวกัน เพื่อรักษาชีวิตของ Sarah เอาไว้ เนื่องจากเธอเป็นหญิงที่จะให้กำเนิดชายที่เป็นผู้นำการกอบกู้โลกในอนาคต (John Conner)

ย้อนมาปี 1984

- ปีที่ Terminator และ Kyle Reese ย้อนเวลากลับมา / ณ ตอนนั้น Sarah Conner เป็นพนักงานเสิร์ฟอยู่ / ระหว่างการปกป้อง Sarah ของ Kyle เขาได้มีความสัมพันธ์ร่วมรักกับเธอ(เธอตั้งครรภ์) / Kyle เสียชีวิตจากการต่อสู้กับ Terminator แต่ Sarah รอดมาได้ในที่สุด

- จากนั้น Sarah ขับรถมุ่งหน้าไปทางใต้ (คาดว่าจะไป Mexico) เธออัดเทปคำพูดขณะตั้งครรภ์ John Conner ลูกของเธอกับ Kyle
เธอได้ลงมาเติมน้ำมันที่ปั๊มแห่งหนึ่ง ก่อนจะได้รับภาพถ่ายโพลารอยด์ที่เด็กลูกเจ้าของปั๊มถ่ายเอาไว้ให้ ภาพถ่ายนี้ก็คือภาพเดียวกับที่ John Conner ในอนาคตได้ให้กับ Kyle ไว้ก่อนจะย้อนเวลามา


หุ่นที่ปรากฏใน Terminator 1984 :
 "T-800" (หรืออีกชื่อ "Model 101")

เป็นหุ่นยนต์พิฆาตรุ่นแรกที่มีผิวหนังชีวภาพห่อหุ้มภายนอกจึงเหมือนมนุษย์ทุกประการ ต้นแบบผิวหนังภายนอกของมันได้มาจากนายทหารคนหนึ่งชื่อ "วิลเลียม แคนดี้" มีหนังและเลือดปลอม แต่ไร้ความรู้สึกเจ็บปวด สามารถพูดและเลียนเสียงมนุษย์ได้ มีพฤติกรรมภายนอกคล้ายมนุษย์และเรียนรู้เพิ่มเติมได้หากใกล้ชิดกับมนุษย์ เหตุผลที่มันต้องมีผิวหนังเทียมในเพราะในการส่งผ่านข้ามมิติเวลา สิ่งมีชีวิตเท่านั้นที่จะสามารถเดินทางผ่านมาได้ ปรากฏครั้งแรกในภาค 1 มันถูกส่งตัวมาเพื่อฆ่าซาร่าห์ คอนเนอร์ แต่ในภาค 2 หุ่นรุ่นนี้มันถูกส่งตัวมาโดยจอห์น คอนเนอร์ เพื่อช่วยปกป้องตัวเขาเองในวัย 10 ขวบ ส่วนในภาค 4 เราจะได้เห็นมันตอนที่เพิ่งสร้างเสร็จใหม่ๆ และเรียกว่า T-RIP
- หุ่น T-800 ถูกไฟเผาใหม้ทำลายผิวหนังภายนอกแบบมนุษย์หายไป เผยโฉมโครงกลไกเหล็ก แต่ยังทำงานได้ปกติ จากหนัง The Terminator 1984 - 

- หุ่น T-800 ตามล่า "ซาร่าห์ คอนเนอร์" ในภาคหนังสือการ์ตูน ชุด The Terminator 1984 ชื่อเดียวกับภาคภาพยนตร์...งานนี้หุ่นถูกส่งมากันหลายตัว! - 

*ปล. และในโลกอนาคตยังมีการพัฒนา T-800 ทั้งที่มีผิวหนังแบบมนุษย์และร่างเหล็กล้วนๆ ได้อัพเกรดเป็นรุ่นต่อๆมาอีกมากมาย(ส่วนใหญ่ปรากฏในภาคหนังสือการ์ตูน) อาทิ T-850, T-888, C890.L, C850.D และ HC875.S. ฯลฯ เป็นต้น เรียกเหมารวมกันว่าเป็นหุ่นรุ่น "Series 8xx" ซึ่งอัพเกรดให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น-ตายยากขึ้น แถมโหดร้ายดุดันกว่ารุ่น T-800 มากยิ่งขึ้น! ไว้จะมาอัพเดทเผยรูปโฉม แจงเป็นรุ่นๆกันเต็มๆอีกมากมาย ในตอนถัดๆไป...อดใจรอนิด :)


วันเสาร์ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2555

My Idol : บุรินทร์ บุญวิสุทธิ์

     อันที่จริงผมนั้นฟังเพลงของพี่  บุรินทร์ มาค่อนข้างนานแล้วและรู้สึกชอบในเสียงร้องที่เป็นเอกลักษณืของแกมาครับ ตั้งแต่สมัยที่แกยังเป็น Groove Rider อยู่ ทีแรกได้เห็นหน้าตาแกค่อนข้างจะตกใจอยู่พอสมควร คือในจินตนาการตามเสียงร้องผมคิดว่าแกจะเป็นคนมีอายุกว่านี้สักหน่อย นอกจากนั้นผมแทบจะเชื่อมั่นในตัวเองตั้งแต่แรกที่เห็นเลยว่า "โหเนี่ยแหล่ะ Idol กู" เพราะทั้งการแต่ตัว การวางท่า ฯลฯ ของแกมันมาในแบบที่ผมอยากเป็น ทำให้หลายๆอย่าง ในตัว เช่น เสื้อผ้าหน้าผม ก็ได้แรงบัลดาลใจมาจากแกทั้งสิ้น 
    รวมๆแล้วหลายๆคนอาจจะมองว่าแกไม่ได้หล่อเหลาอะไรเท่าไหร่เลย ผมก็มองอย่างนั้นครับ แต่ทุกครั้งที่แกไปออกงานหรือขึ้นคอนเสิร์ต เรามักจะได้เห็นสไตล์การแต่งตัวที่ดูดีมีสกุลของแก ซึ่งมันช่วยยกระดับความหล่อของแกขึ้นมาได้เป็นกอง จากจุดนี้เองมันให้ผมตระหนักเสมอว่า "เฮ้ย กูหล่อสู้คนอื่นไม่ได้ ไม่เป็นไรกูดูดีไว้ก่อน" เท่านั้นเอง

วัน/เดือน/ปี เกิด : 26/10/19 

น้ำหนัก : 65 กก. 
ส่วนสูง : 183 ซม. 
พี่ - น้อง : 2 คน เป็นคนที่ 2 
การศึกษา : ปริญญาโท Boston University 
สีตา : ดำ สีผม : ดำ 
สีโปรด : เทา 
สถานที่ชอบ : บ้าน 
ของสะสม : V W (ของเล่น) 
สัตว์เลี้ยง : ปลา 
หนังสือเล่มโปรด : เหยี่ยวเดือนเก้า 
ภาพยนตร์ที่ชอบ : Godfather II 
Hero ในดวงใจ : พ่อ - แม่ 
แนวเพลงที่ชอบ : Funk , Acid , Jazz 
นักร้องไทยที่ชอบ : Modern Dog 
นักร้องต่างประเทศที่ชอบ : James Brown 
นักแสดงไทยที่ชอบ : สมบัติ เมทะนี 
นักแสดงต่างประเทศที่ชอบ : Robert De Niro 
ประทับใจที่สุด : เรียนจบ 
เสียใจที่สุด : เรียนจบ


ในวงการเพลงรู้จักเขาดีในนามบุรินทร์ กรู๊ฟ ไรเดอร์ แต่ในอีกมุมหนึ่งเขาคือผู้บริหารหนุ่มไฟแรงทายาทรุ่นที่ 3 ของ บริษัท โตโยต้ามหานครนั่งทำงานในตำแหน่ง Executive Directorกำกับงานด้านประชาสัมพันธ์และทรัพยากรบุคคล

ชีวิตสองบทบาทของเขา ทั้ง ร้อง เต้น และบริหารงานในองค์กร เป็นสิ่งที่บุรินทร์ บุญวิสุทธิ์ เลือกที่จะเป็นและกลายเป็นเรื่องที่เขาภูมิใจอย่างมาก ยิ่งวันเวลาผ่านไปเขาก็ค้นพบว่าสองบทบาทนี้เกื้อหนุนและก่อตัวเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตของเขา

เขาเติบโตมากับครอบครัวที่ทำธุรกิจรถยนต์เรียกได้ว่าวิ่งเล่นอยู่ในโชว์รูมตั้งแต่เด็ก “ปรัชญาที่ใช้ธุรกิจของครอบครัวมากว่า 60 ปีคือเราต้องซื่อสัตย์และจริงใจต่อลูกค้าทุกคนเหมือนญาติของเราเหมือนเพื่อนสนิทของเรา รักในหน้าที่การงานของเราเหมือนกับการร้องเพลงถ้ารักในการร้องเพลงก็ต้องรักในแฟนเพลงของเราด้วย 

สำหรับการทำงานในฐานะผู้บริหารรุ่น 3 ของบริษัทโตโยต้า มหานครบุรินทร์บอกว่าเป็นงานที่ต้องใช้ทั้งความสามารถและความจริงใจในการบริหารเพื่อให้เข้าถึงจิตใจของลูกน้องและลูกค้าที่มาใช้บริการ ซึ่งในอนาคตผู้บริหารหนุ่มคนนี้วางแผนที่จะให้โชว์รูมขายรถกลายเป็นเอ็นเตอร์เทนเม้นท์คอมเพล็กซ์ ให้ลูกค้ามีความสะดวกสบายครบวงจรมากยิ่งขึ้น

นอกจากหลักการบริหารงานที่บุรินทร์กล่าวถึงในเรื่องของความผูกพันของเขากับรถนั้นถือได้ว่าเขาเป็นคนที่หลงใหลในความเร็วมากคนหนึ่ง บุรินทร์หัดขับรถโกคาร์ทมาตั้งแต่อายุได้ 9 ขวบขับเก่งจนสามารถลงแข่งขันในรายการสำหรับเยาวชนคว้าแชมป์รุ่นอายุไม่เกิน 18 ปีมาครองได้สำเร็จ

ตอนเรียนอยู่ต่างประเทศบุรินทร์ได้ศึกษาเรื่องรถยนต์อยู่ตลอดเวลาจนค้นพบรถคู่ใจเป็นเจ้าเล็กซัสอาร์เอ็กซ์ 300 ด้วยเหตุผลว่าไม่อยากขับรถแพงๆขอเน้นที่การใช้งานได้ดีคุ้มค่า สมรรถนะไม่ได้แตกต่างไปจากรถแบรนด์ดังอื่นๆเลย

“เรื่องรถไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิตเพียงแต่ผมรู้สึกว่าการขับรถคือความสุขอย่างหนึ่งผมชอบขับรถเองดีกว่าให้คนอื่นมาขับให้
ถึงแม้ว่าถนนเมืองไทยจะไม่ใช่ถนนที่สมบูรณ์นักเมื่อเข้าไปอยู่ในรถแล้วเหมือนกับเป็นอีกโลกหนึ่งเลยครับ”

นอกจากเรื่องของรถยนต์สิ่งที่บุรินทร์รักมากที่สุดนั่นคือการร้องเพลงเขาเริ่มต้นทำงานเพลงกับเพื่อนอีก 3 คน ในนามของ Groove Rider เมื่อ 7ปีที่แล้ว โดยมีผลงานชุดแร คือ "DiscoVery" แล้วจากนั้น 6ปีผ่านไปพวกเขาก็กลับมาทวงบัลลังก์ในฐานะก๊อดฟาเธอร์ ออฟ ดิสโก้ของเมืองไทย ในอัลบัมล่าสุดอย่าง "The Life" ที่คว้ารางวัลมาหลายเวทีล่าสุดบุรินทร์บอกว่ากำลังจะมีคอนเสิร์ตครั้งใหญ่ของเขาที่เหมือนการทำความฝันให้เป็นจริง

"เวลาอยู่บนเวทีผมจะสนุกไปกับเพลงของผมแล้วปล่อยความรู้สึกค่อนข้างเต็มที่ แต่โดยตัวตนของผมเป็นคนง่ายๆ สบายๆครับ ถ้าถามว่าแล้วจะทำให้ชีวิตมีความสุขได้อย่างไรผมเชื่อว่าคนเราต้องมีแรงบันดาลใจมาจากความรัก ไม่ว่าจะเป็นการร้องเพลงหรือการบริหารงานเมื่อมีความรักเป็นพื้นฐานแล้วเราจะทำมันด้วยความจริงใจซึ่งทำให้ทุกๆอย่างที่ออกมาสมบูรณ์แบบครับ"

ในอีกมุมหนึ่งของบุรินทร์เขาคือนักสะสมตัวยงทีเดียวเขาเล่าให้ฟังว่าของสะสมในชีวิตจริงๆ แล้วมี 2 อย่าง คือของเล่นและซีดีเพลง

“ยังไม่เคยรื้อออกมานับเป็นจริงเป็นจังสักทีแต่ไปไหนมาแล้วของที่ต้องติดมือคือซีดีเพลงสะสมมาตั้งแต่วัยรุ่นทั้งเก่า-ใหม่ รวมแล้วเข้าหลักหมื่นแล้วมั้งครับผมชอบทั้งงานเพลงและการดีไซน์ปกของศิลปินที่ผมประทับใจ ส่วนของเล่นคือโมเดลรถไฟเคยคิดเล่นๆว่าถ้าไม่มีรถเราจะไปไหนมาไหนด้วยรถไฟเราจะได้ซึมซับความงดงามของธรรมชาติได้มากการเดินทางแบบอื่น"


          จากเสียงร้องที่สะกดให้หลายคนหลงใหลในเพลงจังหวะดิสโก้ของ “บุรินทร์ บุญวิสุทธิ์” อดีตนักร้องหนุ่มจากวงกรู๊ฟไรเดอร์ส วันนี้ “บุรินทร์” เก็บเกี่ยวความประทับใจบนเส้นทางสายดนตรีที่ไม่เคยหยุดนิ่ง มาเป็นแรงบันดาลใจในผลงานชุดใหม่ล่าสุด GRAN TURISMO (แกรน ทัวริสโม) อัลบั้มเดี่ยวครั้งแรกในชีวิตที่น่าภาคภูมิใจของผู้ชายชื่อ  “บุรินทร์ บุญวิสุทธิ์”
         
ด้วยประสบการณ์ในแวดวงดนตรีของ“บุรินทร์”   ที่สั่งสมมาตลอดระยะเวลา 10  ปี  เรื่องราวทั้งหมดถูกเรียงร้อยขึ้นเป็นอัลบั้ม  GRAN TURISMO (แกรน ทัวริสโม))  อัลบั้มที่ “บุรินทร์” ลงมือสร้างด้วตนเองทุกบทเพลงด้วยความตั้งใจเป็นเวลานานกว่า 2 ปีเต็ม โดยรวบรวมเอาบทเพลงที่เป็นเพลงแห่งความทรงจำของศิลปินที่ชื่นชอบ  กลับมาเรียบเรียงใหม่ได้อย่างลงตัวและน่าประทับใจ ก่อให้เกิดบทเพลงที่สร้างสรรค์และสะท้อนความเป็นตัวตนของเขา ที่มีความโดดเด่นทั้งด้านเนื้อร้องและทำนอง รวมไปถึงการสร้างความแปลกใหม่ในแบบฉบับของ“บุรินทร์” จนกลายมาเป็นบทเพลงที่สมบูรณ์แบบ ลงตัวและน่าฟัง
     จากการทำเพลง ที่เป็นการนำสไตล์ของตัวเองเข้าไปรวมกับดนตรีในอัลบั้ม “Gran Turismo (แกรน ทัวริสโม)”  “บุรินทร์” ยังรับหน้าที่ออกแบบและเป็นโปรดิวเซอร์ควบคุม ดูแลการทำอัลบั้มของตนเองทั้งหมด ในทุกๆขั้นตอน  โดยมี กันต์ รุจิณรงค์ หรือที่รู้จักกันดีในนาม บอล-มือกีตาร์ วงอพาร์ทเม้นท์คุณป้า ดีกรีนักเรียนเกรดดีจาก Berkley College USA สาขา Music and Performance  ถือเป็นอีกหนึ่งนักดนตรีชั้นคุณภาพ ที่มาเป็นโปรดิวเซอร์ร่วมรังสรรค์บทเพลง  คุณ ภาพเหล่านั้นออกมาให้ได้ฟัง